ไม่มีความต้องการสำหรับเนื้อสัตว์ปลูก

ไม่มีความต้องการสำหรับเนื้อสัตว์ปลูก
โดย

ประชาชนจำนวนครึ่งหนึ่ง ‘คงจะไม่รับประทาน’ เนื้อสังเคราะห์ที่ปลูกในห้องปฏิบัติการ แต่ทว่าผู้ชายมีแนวโน้มสูงกว่าที่จะลองรับประทาน

ความก้าวหน้าของเนื้อที่ปลูกในห้องปฏิบัติการถือว่าพัฒนาก้าวไกล เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ที่จริงแล้ว อุตสาหกรรมนี้ได้ดึงดูดการสนับสนุนจากผู้มีใจบุญที่มีชื่อเสียง เช่น บิล เกตส์ และริชาร์ด แบรนสัน ผู้ที่เชื่อว่าการเก็บเกี่ยวผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะสามารถลดผลกระทบในเชิงลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพสัตว์และสุขภาพของมนุษย์ซึ่งเป็นผลมาจากการผลิตเนื้อแบบมาตรฐานทั่วไป

การวิจัยใหม่ของ YouGov เปิดเผยความคิดเห็นที่แท้จริงของประชาชนเกี่ยวกับเนื้อสังเคราะห์ จากการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคบางรายเล็งเห็นประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ โดยตระหนักถึงศักยภาพในการจัดการกับปัญหาทางจริยธรรมและสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการผลิตเนื้อสัตว์ ข้อดีที่ทราบกันอย่างกว้างขวางคือ การยับยั้งการฆ่าสัตว์ (50% เชื่อว่าเป็นกรณีนี้) มีศักยภาพในการขจัดความหิวโหยทั่วโลก (38%) และการให้ผลผลิตที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าเนื้อแบบธรรมดาทั่วไป (35%)

อย่างไรก็ตาม ประชาชนทั่วไปยังคงมีข้อกังวลอยู่บ้าง ที่เห็นได้ชัดคือเกี่ยวกับบผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากเนื้อสังเคราะห์ ผู้บริโภคจำนวนสองในสามคน (65%) มีความกังวลเรื่องนี้ และ 54% เกรงว่ากรณีนี้อาจเป็นอันตราย ผู้บริโภคบางคนยังคัดค้านต่อหลักการพื้นฐานของการพัฒนาโครงการนี้ โดย 51% มีความกังวลว่าผลผลิตไม่เป็นธรรมชาติ และ 31% กังวลว่าผลผลิตไม่ใช่เนื้อจริง

ผู้ชายสี่ในสิบคนยินยอมที่จะลองรับประทานเนื้อสังเคราะห์

ผู้ใหญ่ชาวไทยจำนวนครึ่งหนึ่ง (50%) กล่าวว่าพวกเขา ‘คงจะไม่รับประทาน’ เนื้อสังเคราะห์ เมื่อถูกขอให้ลองนึกว่าสามารถหาซื้อได้ทั่วไป หนึ่งในสามคน (34%) ‘คงจะไม่รับประทาน’ เนื้อดังกล่าว ขณะที่อีก 16% ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือก

เมื่อเทียบกับผู้หญิง ผู้ชายมีแนวโน้มมากกว่าอย่างยิ่งที่จะตอบว่าพวกเขาจะรับประทานเนื้อสัตว์ปลูก ผู้ชายสี่ในสิบคน (40%) กล่าวว่าพวกเขาเปิดกว้างที่จะรับประทานเนื้อสัตว์ปลูก ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าผู้หญิง 29% ที่กล่าวเช่นเดียวกัน

ผู้บริโภคชาวเวียดนามเป็นกลุ่มที่เปิดกว้างมากที่สุดในการรับประทานเนื้อสังเคราะห์

เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ ในภูมิภาค 34% ของชาวไทยที่บอกว่าพวกเขาคงจะรับประทานเนื้อสังเคราะห์มีจำนวนใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 32% ผู้บริโภคชาวเวียดนามมีแนวโน้มมากที่สุดที่จะลองรับประทานเนื้อสังเคราะห์ (52% กล่าวเช่นนั้น ในทางกลับกัน มีชาวมาเลเซียเพียงหนึ่งในสี่คน (25%) และชาวจีน (26%) ที่กล่าวเช่นนั้น ซึ่งนับเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดจากที่ทำการสำรวจทั้งหมดเก้าประเทศ

เมื่อต้องแสดงความเห็นเกี่ยวกับผลการวิจัย Jake Gammon หัวหน้า Omnibus กล่าวว่า “ผู้บุกเบิกเนื้อสังเคราะห์ได้พยายามอย่างหนักที่จะปรับลดต้นทุนในการผลิต เพื่อผลักดันให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การวิจัยครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า มีอุปสรรคอย่างสุดท้ายที่บริษัทผู้ผลิตยังต้องเผชิญ นั่นคือ ความต้องการของผู้บริโภค ถึงแม้ว่าจะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ผู้บริโภคยังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเนื้อสังเคราะห์ สำหรับผู้ผลิตแล้ว ต้องอาศัยความพยายามในการดิ้นรนต่อสู้ต่อไปข้างหน้า นอกเสียจากความกลัวของพวกเขาจะได้รับการบรรเทา และมีความกระจ่างชัดมากขึ้นในประโยชน์ที่พึงได้รับจากเทคโนโลยีดังกล่าว

*ข้อมูลนี้เก็บรวบรวมทางออนไลน์โดย YouGov Omnibus ระหว่างวันที่ 5 ถึง 12 ธันวาคม 2560 จากกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจ 1,002 คนในประเทศไทย ผลการสำรวจแสดงถึงประชากรวัยผู้ใหญ่

แหล่งภาพถ่าย: Getty Image